ความสำเร็จของ Ergonoz: จาก Pain Point สู่แบรนด์ที่แข่งขันระดับโลก
เคยสังเกตหรือไม่ ว่าโต๊ะทำงานของคนทำงานนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ สายไฟ จอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ พร้อมขาตั้งจอที่กินพื้นที่เกือบเต็มโต๊ะ นี่คือ Pain Point ของหลายคนในยุค Work From Home ซึ่งคุณโทนี่-ธงไชย อุดมชาญ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ergonoz (เออร์โกโนส) ก็เจอประสบการณ์แบบนั้นเช่นกัน แต่เขาได้เปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลายเป็นแบรนด์
ในช่วงโควิด-19 คุณโทนี่ก็เป็นหนึ่งคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนเกิดอาการปวดคอและปวดหลัง ทำให้เขาค้นพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “เก้าอี้” เพียงอย่างเดียว แต่ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็สำคัญ หากจอไม่อยู่ในระดับสายตา เราก็ต้องเงยหรือก้มคอ ทำให้เขาหาทางแก้ไขปัญหา จนค้นพบว่าการใช้ “แขนจับจอคอมพิวเตอร์ (Monitor Arm)” คือวิธีแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
เมื่อสำรวจตลาด เขาพบว่าคนทั่วไปยังไม่รู้จักอุปกรณ์นี้ และสินค้าส่วนใหญ่ถูกใช้งานในโรงงานหรือโรงพยาบาล นั่นทำให้ Ergonoz มีโอกาสเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของโต๊ะทำงานในโซเชียลมีเดียที่ผู้คนเริ่มอวดกัน ก็ช่วยกระตุ้นความสนใจให้ผู้บริโภคต้องการจัดโต๊ะให้สวยและใช้งานได้สะดวก
คุณโทนี่นำปัญหาส่วนตัวของตัวเองมาทำสินค้า ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและสามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ ก็ทำให้ลูกค้าให้ความสนใจ โดยจุดเริ่มต้นของ Ergonoz เริ่มด้วยการสั่งสินค้าจำนวน 11 SKU มาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เน้นกลุ่มลูกค้า Creator และ Gamer ที่นั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน
แต่ความท้าทายคือในช่วงแรกคนไม่รู้จักสินค้านี้ ดังนั้นจึงต้องสร้างการรับรู้ (Awareness) ผ่านการปรับ Corporate Identity (CI) และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Concept: “Awareness & Education Marketing” – คนไม่รู้จักสินค้าก็ต้องสร้างความเข้าใจ – ใช้เนื้อหาที่สื่อสารประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่ขายของ – ทำซ้ำและย้ำจนเกิดการจดจำ
จุดเด่นของแขนจับจอคือ ช่วยลดอาการปวด และเพิ่มพื้นที่โต๊ะทำงาน เมื่อสินค้าสามารถสร้างความคุ้มค่า และลูกค้าเห็นผลลัพธ์จริง คนก็เริ่มบอกต่อ ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ “Word of Mouth” ที่ไม่ต้องพึ่งสื่อโฆษณา
แต่เป็นเรื่องปกติที่แบรนด์จะมีคู่แข่ง เมื่อสินค้าได้รับความสนใจ Ergonoz จึงต้องทำการสร้างคุณค่าเพิ่มเติมให้กับสินค้า เพื่อไม่ต้องมาแข่งขันกันที่ราคา เช่น – เพิ่มฟังก์ชันใหม่ – มีตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 ถึง 6 จอ – บริการติดตั้งและรับประกัน
เมื่อเพิ่มคุณค่าหรือฟีเจอร์ ก็ทำให้แบรนด์สร้างความแตกต่าง รวมไปถึงสร้างความคุ้มค่าและใช้งานได้จริง ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องการ สิ่งเหล่านี้ก็มาจากการปรับตัวได้เร็ว เป็นข้อได้เปรียบสำหรับแบรนด์เล็ก ที่ตัดสินใจและเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าแบรนด์ใหญ่ที่ขายอยู่ในหลายประเทศ เมื่อเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ก็ช่วยให้ก้าวนำหน้าคู่แข่งไปได้ไกล และครองส่วนแบ่งการตลาดได้ก่อน
อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ และมองข้ามไม่ได้คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ Supplier และ Dealer ที่เข้าใจและมองไปในทิศทางเดียวกัน จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
และเมื่อจำเป็นต้องขยายตลาดจากออนไลน์ไป “ออฟไลน์” ก็ต้องเจอกับความท้าทาย เช่น การตรวจสอบสต็อก การประสานงาน และ Operation ที่ซับซ้อนกว่าออนไลน์มาก การเข้าใจความพร้อมด้านทรัพยากรคนและเงิน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการไปต่อกับ Dealer ให้สเกลใหญ่ขึ้น
นอกจากการก้าวเข้าสู่ตลาดออฟไลน์ ในอนาคต Ergonoz วางแผนที่จะขยายสินค้ากลุ่ม “Work Space” ให้ครบวงจรมากขึ้น และขยายฐานลูกค้าจากเหล่า Creator และ Gamer ไปสู่พนักงานออฟฟิศและคนทั่วไป รวมไปถึงการไปเปิดตลาดในต่างประเทศ โดยจะเริ่มจากประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย
เรื่องราวของคุณโทนี่ และ Ergonoz สามารถสรุปเป็น key Takeways ได้ดังนี้ – สังเกต Pain Point ส่วนตัว แล้วนำมาแปลงเป็นโอกาสธุรกิจ – สร้างการรับรู้ผ่านการสื่อสารคุณค่า ไม่ใช่แค่ขายสินค้า – เพิ่ม Value มากกว่าการแข่งราคา – ความเร็วในการปรับตัว สำคัญกว่าแค่ทุนใหญ่ – เลือกพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทิศทางแบรนด์ – พร้อมสำหรับการสเกลตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ในโลกที่ทุกคนมองหา “สิ่งใหญ่” บางครั้งคำตอบอาจอยู่ใน “สิ่งเล็ก” ที่เรารู้สึกทุกวัน ความปวดหลัง ความไม่พอใจ หรือความไม่สะดวก สิ่งเหล่านี้อาจคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจต่อไปที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้เช่นกัน ดังที่แบรนด์ Ergonoz ที่ใช้ Pain Point ลูกค้า เข้าใจ Value ที่แท้จริง และกล้าปรับตัวอย่างรวดเร็ว ก็กลายเป็นธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติได้
“อย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่ากลัวที่จะเติบโตขึ้นไป และอย่ากลัวที่จะขึ้นราคา เพราะถ้าสินค้าของคุณมีคุณค่า คนจะเห็นมันเสมอ” — ธงไชย อุดมชาญ
เรียบเรียงโดย: THE INSIDER
Source
– https://youtu.be/3woKTgH_sMU?si=iay24cd1v7LA8t9R