การสร้างแบรนด์ “หมูกรอบเนเวอร์ดาย” ทำยอดขายมากกว่า 4 ตันต่อเดือน

0
หมูกรอบกึ่งสำเร็จรูป - หมูกรอบพร้อมทอด ใช้เวลาแค่ 20 นาที ธุรกิจหมูกรอบ - หมูกรอบเนเวอร์ดาย ที่แก้ปัญหาหมูกรอบหมด เชฟเจม แซ่ลิ้ม - เชฟเจมเจ้าของธุรกิจหมูกรอบที่มีชื่อเสียง ความสม่ำเสมอ - จุดเด่นของหมูกรอบเนเวอร์ดาย ที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ กระบวนการผลิตหมูกรอบ - กระบวนการผลิตหมูกรอบที่ใส่ใจคุณภาพและความสดใหม่ Pre-cooked Crispy Pork - Crispy pork ready to fry in 20 minutes Chef Jam Saelim - Chef Jam, the owner of the crispy pork business Crispy Pork Business - How "Never Die Crispy Pork" became a business success Consistency in Quality - Consistency and quality are key for "Never Die Crispy Pork" Crispy Pork Production Process - Quality-driven process for creating crispy pork

สำหรับคนที่ชอบทาน “หมูกรอบ” คงเคยเจอเหตุการณ์ที่สั่งเมนูหมูกรอบ แล้วเจ้าของร้านบอกว่า “หมูกรอบหมด” แม้ฟังดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สิ่งนี้คือ Pain Point ที่กลายเป็นธุรกิจของ เชฟเจม แซ่ลิ้ม เจ้าของ JS Restaurant หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “เชฟเจมหมูกรอบเนเวอร์ดาย” ธุรกิจหมูกรอบกึ่งสำเร็จรูปที่ขายได้มากกว่าเดือนละ 4 ตัน


เชฟเจมเป็นคนที่รักการทำอาหารตั้งแต่เด็ก เดินสายเรียนทำอาหาร และทำงานในครัวโรงแรม ร้านอาหารอยู่ประมาณ 5–6 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกมาเดินตามฝัน คือการเปิดร้านอาหารกับคุณแม่ ร้านเล็ก ๆ ริมทางที่จังหวัดนครปฐม ชื่อ JS Restaurant ซึ่งวันนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 10


ช่วงแรก ร้านไม่ได้โฟกัสที่หมูกรอบเป็นหลัก แต่ลูกค้าประจำรู้ว่าเชฟเจม “เคยทำโรงแรม” จึงมักถามหาเมนูใหม่ ๆ อยู่เสมอ จนวันหนึ่ง เชฟเจมอยากกินหมูกรอบ เลยลองคิดเมนูหมูกรอบที่ไม่ใช่แค่กะเพรา และเสียงตอบรับก็ดีเกินคาด


แต่จุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการขายหมูกรอบกึ่งสำเร็จรูป เกิดจากญาติที่ต่างจังหวัดอยากกิน แต่เดินทางมาไม่ได้ เชฟเจมเลยแพ็คหมูกรอบส่งไปให้ นั่นคือครั้งแรกที่เขาเห็นว่า หมูกรอบ คืออาหารที่คนอยากกิน แต่เข้าถึงยาก


และยิ่งมองให้ลึกลงไป ปัญหานี้มีที่ไปที่มา – หมูกรอบใช้เวลาทำที่ยาวนาน 4–5 ชั่วโมง – ถ้าหมด คือ หมดเลย ไม่เหมือนหมูสดหรือไก่ที่ซื้อได้ง่าย – ร้านอาหารเสียโอกาสขายเมื่อหมดแล้วหมดเลย

เชฟเจมเลือก “แก้ Pain Point” แทนการแข่งความอร่อยอย่างเดียว เปลี่ยนของยาก ให้เป็นของง่ายสำหรับร้านอาหาร


เชฟเจมจึงเริ่มจาก
[1] Pain Point ชัดเจน: หมูกรอบทำยาก หมดง่าย
[2] Product Solution: หมูกรอบกึ่งสำเร็จรูป
[3] Process Excellence: ทำให้กรอบนาน ทอดซ้ำก็ยังกรอบ
[4] Time Saving: ร้านอาหารใช้เวลาแค่ไม่เกิน 20 นาที
ลูกค้าหลักจึงกลายเป็น B2B เช่น ร้านอาหารแฟรนไชส์ หรือร้านที่มีหลายสาขา ซึ่งเลือก “ซื้อ” แทน “ทำเอง” เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสอย่างอื่น โดยกว่า 80% ของลูกค้าอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล


ซึ่งความยากที่แท้จริงและความท้าทาย คือ “การขนส่ง” ในวันที่เริ่มต้นระบบขนส่งห้องเย็นยังไม่พร้อม เชฟเจมต้องใช้แผ่นเจลความเย็นแทน ทดลอง ส่งจริง รับฟีดแบ็กจริง และปรับจริง วนซ้ำไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจหลายคนพลาด ไม่ใช่แค่คิด Product แต่ต้องคิด End-to-End Experience ตั้งแต่ครัว จนถึงมือลูกค้า


ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน “หมูกรอบเนเวอร์ดาย” เปิดขายมาแล้ว 4 ปี และใช้ Social Media โดยเฉพาะ TikTok เป็นช่องทางหลัก แต่ไม่ได้ดังข้ามคืน ต้องใช้ “เวลา + ความสม่ำเสมอ” กว่าจะเป็นที่รู้จัก อีกจุดสำคัญคือช่วงโควิด-19 เชฟเจมเปิดสอนทำอาหารออนไลน์ให้คนตกงาน กลายเป็น Brand Trust โดยไม่ตั้งใจ คนไม่ได้แค่เห็นสินค้า แต่เห็น “ตัวตน” และ “ความจริงใจ”


และสิ่งที่ทำให้ “หมูกรอบเนเวอร์ดาย” ยังอยู่ได้ ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยคู่แข่ง เพราะว่า..
– วัตถุดิบคุณภาพ
– กระบวนการที่ใส่ใจ
– ไม่ลดมาตรฐาน
– จริงใจกับลูกค้า

เพราะในโลกที่ใครก็ขายได้ ความสม่ำเสมอและคุณภาพ กลายเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งที่แข็งแรงที่สุด

เป้าหมายถัดไปของหมูกรอบเนเวอร์ดาย คือการขยายสู่ B2C เปิดร้านเล็ก ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง นี่คือการต่อยอดจาก Core Competency เดิม ไม่ใช่การกระโดดไปทำสิ่งที่ไม่ถนัด


บทเรียนจากหมูกรอบเนเวอร์ดายสอนเราให้เห็นว่า ธุรกิจที่ยั่งยืนเริ่มจากการแก้ Pain Point จริง จับจุดลูกค้าให้ชัด ใส่ใจคุณภาพ และเรียนรู้ไม่หยุด ความสำเร็จไม่ได้มาทันที แต่เกิดจากความสม่ำเสมอ ความอดทน และกล้าที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เรียบเรียงโดย: THE INSIDER
Source
https://youtu.be/qlO1KkDoqvY?si=nFwV0eGCqYDnwbWq

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *